ศาลทหาร
 

เขตอำนาจของศาลทหารชั้นต้น

 

เขตอำนาจของศาลทหารชั้นต้น

ในเรื่องเขตอำนาจของศาลทหารชั้นต้น พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ฯ บัญญัติไว้ดังนี้

“มาตรา ๑๗ ศาลทหารชั้นต้นมีเขตอำนาจ ดังนี้

(๑) ศาลจังหวัดทหาร และ ศาลมณฑลทหาร มีเขตอำนาจตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

(๒) ศาลทหารกรุงเทพ มีเขตอำนาจไม่จำกัดพื้นที่ แต่โดยปกติถ้าการกระทำผิดนั้นเกิดขึ้นใน
ท้องถิ่นที่มีศาลทหารก็ให้พิจารณาพิพากษาในศาลทหารท้องถิ่นนั้น

(๓) ศาลประจำหน่วยทหาร มีอำนาจเหนือบุคคลที่สังกัดหน่วยทหารนั้นโดยไม่จำกัดพื้นที่”

จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่า “เขตศาลทหาร” กับ “เขตศาลพลเรือน” มีที่มา
แตกต่างกันตรงที่ว่า ศาลชั้นต้นของพลเรือนมีเขตตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคแรก แต่เขตศาลทหารในส่วนภูมิภาค คือ
ศาลจังหวัดทหาร กับ ศาลมณฑลทหาร นั้น การกำหนดเขตศาลต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ปัจจุบันที่ใช้บังคับอยู่คือ “พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอำนาจศาลจังหวัดทหารและศาล
มณฑลทหาร พ.ศ. ๒๕๓๓” กับ “พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตศาลจังหวัดทหารและศาล
มณฑลทหาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗” ก็มีความแตกต่างไปจากเขตศาลอาญา ซึ่งบัญญัติไว้
ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคสอง กำหนดเขตศาลโดยมีพื้นที่แน่นอน แต่
ศาลทหารกรุงเทพนั้นก็มีเขตอำนาจไม่จำกัดพื้นที่ โดยมีเงื่อนไขว่า ตามปกติถ้าการกระทำผิด
นั้นเกิดขึ้นในท้องถิ่นที่มีศาลทหาร ก็ให้พิจารณาพิพากษาในเขตศาลทหารท้องถิ่นนั้น ตาม
มาตรา ๑๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ฯ ซึ่งคำว่า “มีเขตอำนาจไม่จำกัด
พื้นที่”นั้นหมายความว่า เขตศาลทหารกรุงเทพไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะภายในราชอาณาจักร ทั้งนี้
อำนาจในการชำระคดีของศาลทหารนั้นหากเป็นการกระทำผิดนอกราชอาณาจักรของบุคคล
ที่อยู่ในอำนาจศาลทหารแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายไทยในเรื่องใดก็ตาม
ศาลทหารก็มีอำนาจชำระคดีได้ทุกประเภทความผิด เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญาทหาร
บัญญัติไว้ว่า “มาตรา ๕ ทวิ วรรคแรก บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามกฎหมายว่าด้วย
ธรรมนูญศาลทหาร ผู้ใดกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นนอก
ราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร”

นอกจากนี้ศาลจังหวัดทหาร ศาลมณฑลทหาร และศาลทหารกรุงเทพ ยังมีลักษณะพิเศษ
ต่างไปจากศาลพลเรือนอีกประการหนึ่งคือ ศาลทหารเหล่านี้อาจไปนั่งพิจารณา ณ ที่ใดภายใน
เขตอำนาจได้ตามความจำเป็น (มาตรา ๘ วรรคสอง) บทบัญญัติดังกล่าวนี้อาจเห็นว่ามีลักษณะ
ทำนองเดียวกับเรื่อง การเดินเผชิญสืบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
๒๓๐ ที่กำหนดหลักเกณฑ์ให้ศาลสืบพยานนอกที่ทำการศาลได้ ความเป็นจริงแล้วเจตนารมณ์
ของมาตรา ๘ วรรคสอง นี้ เปิดโอกาสให้มีการตั้งที่ทำการศาลเพิ่มขึ้นได้ด้วย แต่การที่จะไปตั้ง
ที่ทำการศาลเพิ่มขึ้นนั้น จะต้องมีความจำเป็นพอสมควร และจะต้องตั้งอยู่ภายในเขตอำนาจ
ในปัจจุบันมีศาลทหารอยู่ศาลหนึ่งที่มีที่ทำการสองแห่ง คือ ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๔ ตั้งอยู่ที่
กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๑๔ ในค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี แห่งหนึ่ง และตั้งอยู่ที่
ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี อีกแห่งหนึ่ง เนื่องมาจากกำลังพลส่วนใหญ่ของ
ทหารเรืออยู่ในพื้นที่ฐานทัพเรือสัตหีบ และมีคดีที่ทหารเรือกระทำผิดจำนวนมาก หากต้อง
ดำเนินคดีในศาลที่ตั้งอยู่ในค่ายนวมินทราชินี ก็จะเป็นการไม่สะดวกในการคุมตัวจำเลยไปกลับ
ระหว่างฐานทัพเรือสัตหีบกับค่ายนวมินทราชินี อีกทั้งเป็นการไม่สะดวกแก่ตุลาการที่เป็นทหารเรือ
ด้วย ในอดีตศาลทหารกรุงเทพ เคยเปิดที่ทำการอีกแห่งหนึ่งเพื่อพิจารณาเฉพาะคดีหนึ่งมาแล้ว
คือ คดีข้อหากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์
ซึ่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้ดำเนินคดีต่อผู้ก่อความไม่สงบ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
คดีดังกล่าวมีผู้สนใจเข้าฟังการพิจารณาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวกับการเมือง
ประกอบกับศาลทหารกรุงเทพ ในขณะนั้นตั้งอยู่ภายในศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมมีสถานที่
คับแคบ และยุ่งยากต่อการรักษาความปลอดภัย จึงได้เปิดที่ทำการศาลในคดีดังกล่าวที่กรม
พลาธิการทหารบก อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ส่วนศาลประจำหน่วยทหาร มีลักษณะที่ต้องเคลื่อนที่ไปกับหน่วยทหารนั้น ๆ จึงเป็น
ศาลทหารที่มีเขตอำนาจไม่จำกัดพื้นที่ทำนองเดียวกับศาลทหารกรุงเทพ แต่มีอำนาจพิจารณา
พิพากษาคดีเฉพาะบุคคลที่สังกัดหน่วยทหารนั้นเมื่อตกเป็นจำเลย กับยังมีอำนาจนั่งพิจารณา
คดีนอกราชอาณาจักรได้อีกด้วย


อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารชั้นต้น

พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ฯ บัญญัติเรื่องอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของ
ศาลทหารชั้นต้นไว้ดังนี้

“มาตรา ๑๙ ศาลจังหวัดทหาร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย
เว้นคดีที่จำเลยมียศทหารชั้นสัญญาบัตร

คดีที่กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำ หรือกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกไม่เกิน
หนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับไม่เกินกำหนดนี้ ถ้าศาลจังหวัดทหาร
เห็นควรยกฟ้องโจทก์ หรือเห็นควรลงโทษจำเลยแต่ละกระทงจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน
สองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับไม่เกินกำหนดนี้ ก็ให้พิพากษาได้

คดีที่ศาลจังหวัดทหารไม่มีอำนาจพิพากษา ให้ศาลจังหวัดทหารทำความเห็นส่งสำนวน
ไปให้ศาลมณฑลทหาร หรือศาลทหารกรุงเทพพิพากษาแล้วแต่กรณี”

“มาตรา ๒๑ ศาลมณฑลทหารและศาลประจำหน่วยทหาร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
อาญาได้ทุกบทกฎหมาย เว้นคดีที่จำเลยมียศทหารชั้นนายพล หรือเทียบเท่า”

“มาตรา ๒๒ ศาลทหารกรุงเทพ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย
โดยไม่จำกัดยศของจำเลย”

จากบทบัญญัติดังกล่าวทั้ง ๓ มาตรา จะเห็นได้ชัดแจ้งว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณา
พิพากษาได้แต่เฉพาะคดีอาญาเท่านั้น ซึ่งพอจะเทียบเคียงได้กับบทบัญญัติในเรื่องศาลแขวง,
ศาลจังหวัด, ศาลอาญา, ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลอาญาธนบุรี ตามพระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗, ๑๘ และ ๑๙ แต่ในระบบของศาลทหารจะแตกต่างไปจาก
ศาลพลเรือนตรงที่ว่า ศาลพลเรือนพิพากษาโดยผู้พิพากษานายเดียวเป็นองค์คณะตามที่
บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ วรรคแรก แต่ศาลทหารนั้นไม่ว่าจะเป็น
ศาลใดก็ตาม ต้องพิพากษาโดยองค์คณะตุลาการ ตามที่พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ฯ
บัญญัติไว้ ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือ ในเรื่องอำนาจ
ของศาลทหารนั้น มียศทหารของผู้ที่ตกเป็นจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สำหรับศาลทหาร
กรุงเทพมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทุกบทกฎหมาย โดยไม่จำกัดยศของจำเลย
หากจำเลยเป็นนายทหารชั้นยศนายพล ก็จะถูกดำเนินคดีที่ศาลทหารกรุงเทพ เพียงแห่งเดียว
เท่านั้น หากจำเลยมียศทหารชั้นสัญญาบัตรที่มิใช่ชั้นนายพล กระทำความผิดในเขตอำนาจ
ของศาลมณฑลทหารใด ก็จะต้องถูกดำเนินคดีในศาลมณฑลทหารนั้น ๆ

ส่วนศาลจังหวัดทหารนั้น เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติตามมาตรา ๑๙ แล้ว จะเห็นว่าศาล
จังหวัดทหาร มิได้ถูกจำกัดประเภทคดีที่จะพิจารณาดังเช่นศาลแขวง ตามพระราชบัญญัติ
ธรรมนูญศาลยุติธรรม แต่มีอำนาจในการพิจารณาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย แม้คดีนั้นจะ
มีอัตราโทษถึงประหารชีวิตก็ตาม ศาลจังหวัดทหารก็มีอำนาจพิจารณาได้ เพียงแต่มีข้อจำกัด
ในเรื่องยศของจำเลยคือจำเลยจะต้องมิใช่นายทหารที่มียศชั้นสัญญาบัตร

สำหรับคดีที่ศาลจังหวัดทหารมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาได้นั้น มีข้อจำกัดอยู่ ๒ ประการ
คือจำกัดด้วยบทลงโทษกับโทษที่จะลง และจำกัดด้วยยศจำเลย ประการแรกต้องเป็นคดี
ความผิดที่ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ หรือมีอัตราโทษขั้นต่ำ จำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐
บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ประการที่สองคือ ศาลจังหวัดทหาร เห็นควรยกฟ้อง หรือลงโทษจำคุก
ไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับไม่เกินกำหนดโทษดังกล่าว ศาล
จังหวัดทหารจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ แต่หากคดีที่ศาลจังหวัดทหารพิจารณามีอัตรา
โทษเกินกว่าที่กล่าวไว้ในประการแรก หรือต้องการลงโทษสูงกว่าที่กล่าวไว้ในประการที่สอง
ศาลจังหวัดทหารไม่มีอำนาจที่จะพิพากษาได้ จะต้องทำความเห็นส่งสำนวนไปยังศาล
มณฑลทหาร หรือศาลทหารกรุงเทพ ที่ศาลจังหวัดทหารนั้นตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เพื่อทำคำพิพากษา
ต่อไปตามแต่กรณี