ศาลทหาร
 

ศาลทหารในต่างประเทศ

กฎหมายทหาร (Military Law)?

ทุกประเทศต้องการประมวลกฎหมายและระเบียบสำหรับการเสริมส่ง
การรักษาและจัดการกองทัพ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นสาขาของกฎหมายทหาร อย่างไรก็ตาม
นิยามทั่วไปเรียกได้ว่าเป็นกฎหมายทหารทางวินัย ประมวลกฎหมายนี้มุ่งหมายเพื่อ
บังคับต่อการรักษาวินัยของกองทัพ แต่เดิมในส่วนนี้เป็นที่รู้จักกันในนามของ
กฎหมายทหาร (Martial law) นิยามซึ่งในปัจจุบันมีความหมายถึงการบังคับทางทหาร
หรือคำสั่งต่อประชาชนพลเมืองไม่ว่าจะในดินแดนที่ถูกยึดครองหรือในเวลาที่ไม่ปกติ
กำลังพลของกองทัพจะไม่หยุดภายใต้สภาวการณ์ทันสมัยในการที่จะทำหน้าที่ใน
ฐานะที่เป็นพลเมืองและในฐานะที่เป็นมนุษย์ ในทุกระบบของกฎหมายทหารต้อง
มุ่งเพื่อจะรับประกันว่าทหารจะไม่หลบเลี่ยงภาระหน้าที่ตามกฎหมายของประเทศ
หรือของกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งยอมรับอยู่ในอนุสัญญาต่าง ๆ

 

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ (Historical development)

จุดมุ่งหมายของประมวลวินัยทหาร คือ การรับประกันว่าได้ทำให้บรรลุเจตจำนง
ของผู้บังคับบัญชาทหาร ดังนั้น กฎหมายทหารจึงสืบที่มาจากอำนาจของผู้ปกครอง
กฎหมายทหารในกรุงโรม เป็นส่วนหนึ่งของ Civil Law ซึ่งพัฒนาจากImperium of
Magistrates ดังนั้น กฎหมายทหารมีที่มาจาก Imperium of Magistrates เดียวกันซึ่ง
อยู่ในอำนาจของผู้บังคับบัญชากองทัพ

- นักประวัติศาสตร์ ชื่อ Tacitus ชี้ว่ากระบวนยุติธรรมทหารก่อนคริสตศักราช
ที่ ๑ มีลักษณะแข็งกระด้าง รวดเร็ว หนักหน่วง และอาจแตกต่างกันแล้วแต่ผู้บังคับบัญชา
แต่ละคน

- ต่อมาอีก ๔๐๐ ปี ได้มีการทำเป็นรูปธรรมในลักษณะสกัดเป็นประมวล
กฎหมาย (Digest and Codex) ของจักรพรรดิ์จัสติเนียน

- ในอาณาจักรที่รุ่งเรืองของยุคกลาง การรักษาวินัยทหารถูกกำหนดโดย
บทบัญญัติหรือ ข้อบังคับการสงคราม (Article of War) ซึ่งออกโดยรัฐฏาธิปัตย์หรือโดย
ผู้บังคับบัญชาที่ได้มอบให้เมื่อเริ่มสงคราม หลังสุดได้แก่ข้อบังคับการสงครามใน
Charter ปี ค.ศ. ๑๑๘๙ ของกษัตริย์ริชาร์ดแห่งอังกฤษสำหรับรัฐบาลที่เข้าไปในดินแดน
อันศักดิ์สิทธิ์

- จากการที่มีทหารรับจ้างร่วมทำสงครามในศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ กองกำลัง
แต่ละชาติพยายามที่จะใช้กฎหมายของผู้บังคับบัญชาตามกฎของตน

- ข้อบังคับการสงคราม (Article of War) ของ Maurice of Nassau หรือ
Prince of Orange และของ Gustav II Adolf มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้บังคับบัญชา
ทหารของชาติและเมื่อไปบัญชาการที่อื่น

- ในสงครามกลางเมืองอังกฤษ ข้อบังคับของฝ่ายจงรักภักดีและ
ผู้บังคับบัญชารัฐสภาส่วนใหญ่จึงเป็นลายลักษณ์อักษรและต่อมากลายเป็น Code of
Prince Rupert 1672 กองทัพของ Cromwell ซึ่งมีชื่อเสียงในการมีวินัยดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการ
อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายที่ได้แก้ไขปรับปรุงฉบับใด หากแต่ขึ้นอยู่กับการใช้ข้อบังคับ
อย่างเด็ดขาด

- ในภาคพื้นยุโรปข้อบังคับของ Gustav Adolf ใช้อยู่จนมีการเปลี่ยนมาใช้
การออกประมวลกฎหมายในศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งสร้างระบบที่คล้ายคลึงกันทั้งประเทศและ
ได้มีการแก้ไขปรับปรุงจนทุกวันนี้

ด้วยการแนะนำของกองทัพบกในอังกฤษในปีค.ศ.๑๖๘๙ รัฐสภาอังกฤษมี
ความมุ่งหมายที่จะป้องกันมิให้อำนาจทางทหารตกอยู่ภายใต้รัฐฏาธิปัตย์ จึงได้ออก
พระราชบัญญัติ Mutiny Acts โดยปกติจะออกทุกปีซึ่งได้มีการมอบอำนาจให้อำนาจลดต่ำ
ลงมา โดยพระราชบัญญัติปี ค.ศ.๑๗๑๗ อำนาจที่จะออกบทบัญญัติได้ถูกประกาศ
ไว้ในพระราชบัญญัติ ในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.๑๗๗๕ และในปี ค.ศ.๑๘๐๖ ข้อบังคับ
การสงคราม (Article of War) ได้ถูกนำมาใช้โดยเอาแบบอย่างจาก Mutiny Acts และ
ข้อบังคับต่างๆ ที่ใช้ในสหราชอาณาจักร ในกองทัพบกของสหราชอาณาจักรข้อบังคับการ
สงคราม (Article of War) ถูกแทนที่ในปี ค.ศ.๑๘๘๑ โดยการใช้กฎของกองทัพบก
(Army Act) (ปรับปรุงโดยปี ค.ศ. ๑๙๕๕) แม้ว่ายังคงใช้ในราชนาวีอังกฤษจนถึงปี
ค.ศ.๑๙๕๗ ในสหรัฐอเมริกาก็ถูกแทนที่โดยประมวลกฎหมายยุติธรรมทหาร
(Uniform Code of Military Justice) ในปี ค.ศ.๑๙๕๑


เขตอำนาจศาล (Jurisdiction)

บุคคลที่อยู่ภายใต้กฎหมายทหาร (Persons Subject to Military Law)

เขตอำนาจศาลไม่ครอบคลุมเฉพาะต่อความผิดที่กระทบต่อวินัยของ
กองทัพซึ่งกระทำโดยสมาชิกของกองทัพเท่านั้น แต่ได้รวมถึงความผิดที่กระทบต่อ
วินัยของกองทัพซึ่งกระทำด้วยพลเรือนด้วย

กำลังพลที่เป็นทหาร (Military Personnel)

ในประเทศที่มีการกำหนดหน้าที่ให้ต้องเข้ารับราชการทหารทหาร ซึ่ง
ไม่มารับการเรียก หรือรายงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ต้องรับผิดชอบต่ออำนาจของศาลทหาร
ในความผิดฐานการละทิ้งหน้าที่ (Desertion) หรือ (Self-Mutilation) ไม่ว่าจะเนื่องจาก
ประมวลกฎหมายทหารได้กำหนดให้ความผิดดังกล่าวใช้กับบุคคลพลเรือนดังกล่าว
(เช่น ในประเทศ เบลเยี่ยม, ฝรั่งเศส, อิตาลี และอิสราเอล) หรือเพราะว่าตามกฎของ
การเรียกเข้าเป็นทหารมีการเรียกเกณฑ์หรือออกประกาศเรียกตัว (เช่น ในสหราช
อาณาจักรเมื่อมีการเรียกเกณฑ์) แม้ว่าจะยังไม่ขึ้นอยู่กับกฎหมายทหารบุคคลเหล่านั้น
ต้องเริ่มที่จะรับผิดต่อความผิดดังกล่าวในระหว่างการลาโดยได้รับอนุญาตจากกอง
ประจำการหรือกำลังสำรองชั่วคราว กองกำลังสำรองในอิตาลีก็ตกอยู่ในอำนาจของ
ศาลทหารในความผิดฐานกบฏ ฐานติดต่อกับต่างชาติและฐานเปิดเผยความลับ
ทางทหาร ในเบลเยี่ยมทหารที่ถูกปลดแล้วยังคงรับผิดชอบต่อการกบฏหรือความผิด
ต่อผู้ใหญ่เหนือตนที่กระทำภายใน ๑ ปี หลังจากปลดแล้ว

พลเรือน (Civilians)

พลเรือนอาจตกอยู่ภายใต้อำนาจศาลทหารในหลายประการ เช่น ใน
อิตาลีและตุรกี กบฏหรือผู้ก่อความไม่สงบถูกดำเนินการฟ้องตามประมวลกฎหมายทหาร
ในนอร์เวย์การละเมิดต่ออนุสัญญาเจนีวา ปี ค.ศ.๑๙๔๙ และพิธีสารผนวกอนุสัญญา
ดังกล่าวจะถูกดำเนินฟ้องตามประมวลกฎหมายทหาร ในประเทศอื่นพลเรือนซึ่งเป็น
ผู้ใช้หรือร่วมในการกระทำผิดอาญาทหารอาจถูกพิจารณาคดีโดยศาลทหาร
ในหลายประเทศพลเรือนภายในสนามรบหรือเขตยุทธบริเวณหรือในสภาวการณ์ที่มีการ
สู้รบ (State of Siege ) สามารถจะอยู่ภายใต้อำนาจของศาลทหารสำหรับความผิด
คล้ายคลึงกันดังได้กล่าวข้างต้น หรือตกอยู่ภายใต้อำนาจศาลทหารอย่างสิ้นเชิง เช่น
ในประเทศอาร์เจนตินา

ในประเทศอื่น พลเรือนซึ่งติดต่อกับกองทัพอาจจะถูกดำเนินคดีตาม
กฎหมายทหาร เช่น ในอิสราเอล พลเรือนซึ่งได้รับการจ้างโดยกองทัพบก หรือผู้ที่ได้รับ
มอบอาวุธของกองทัพ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายทหาร และถูกคุมขังในเรือนจำทหาร
ภายใต้กฎหมายทหารของอังกฤษ พลเรือนที่ติดตามไปกับกองทัพที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ
(รวมถึงครอบครัวและพลเรือนอังกฤษที่ทำงานให้กองทัพหรือทำงานกับกองทัพ) จะถูก
พิจารณาคดีในความผิดที่กระทบต่อวินัยของกองทัพ อย่างไรก็ตามในสหรัฐพลเรือน
ที่ปฏิบัติงานร่วมกับกองทัพในต่างประเทศในเวลาปกติจะไม่ถูกพิจารณาคดีในกระบวน
การทางทหารแต่อย่างใด แม้ว่าบุคคลดังกล่าวอาจจะอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลทหาร
ในเวลารบ ออสเตรียและสเปนเป็นประเทศที่พลเรือนจะไม่ถูกพิจารณาคดีโดยอำนาจ
ศาลทหาร


ความผิดต่อกฎหมายทหาร (Offenses against military law)

กฎหมายทหารของประเทศ Anglo-Amarican หรือประเทศที่มีระบบ
กฎหมายทหารสืบเนื่องมาจากต่างประเทศ Anglo-Amarican เช่น อินเดียและประเทศ
อื่นในเครือจักรภพ อังกฤษต่างกับประเทศส่วนใหญ่ในภาคพื้นยุโรป เพราะประเทศ
ภาคพื้นยุโรปประสงค์จะแยกความผิดทางทหารออกเป็น ๒ ชั้น คือ

๑. ความผิดที่ต้องขึ้นศาลทหาร

๒. การละเมิดต่อวินัยซึ่งต้องดำเนินการทางปกครอง

ประเทศอังกฤษและอีกบางประเทศ (รวมทั้งประเทศคอมมิวนิสต์ส่วนมาก)
ไม่แยกความแตกต่างระหว่าง ๒ ชั้นนี้ แต่ถือว่าความผิดทางทหารทั้งหมดเป็นความผิด
อาชญากรรมด้วยนอกจากความผิดทางทหารแล้ว ถ้าทหารทำความผิดตามบทความผิด
ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายของพลเรือนก็ก่อให้เกิดความผิดที่กฎหมายทหารยอมรับ
เช่น ในสหภาพโซเวียตและเบลเยี่ยม ความผิดทางพลเรือนทั้งหมดที่กระทำโดยทหาร
ขึ้นศาลทหารทั้งหมด

ในฝรั่งเศส เยอรมัน และ สแกนดิเนเวียน ในเวลาปกติ ความผิดทางอาญา
ไม่ว่าความผิดทางทหารหรือความผิดฝ่ายพลเรือน ขึ้นศาลพลเรือน

ในสหราชอาณาจักร แคนาดา และประเทศอื่น ๆ ถือว่าการกระทำโดยทหาร
ทุกแห่งที่ขัดต่อกฎหมายอาญาของประเทศอาจจะเป็นความผิดทางทหารทั้งสิ้น (แม้ว่า
ความผิดโทษประหาร ชีวิตจะไม่ถูกพิจารณาโดยศาลทหาร) เว้นแต่ได้กระทำขึ้นในต่าง
ประเทศหรือในอินเดีย ในฐานะที่เป็นด่านหน้า (ของอังกฤษ)

ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีความแตกต่างของกฎหมายอาญาในแต่ละรัฐ
อาชญากรรมทางพลเรือนได้ถูกกำหนดให้อยู่ในประมวลกฎหมายทหาร

ทุกประเทศมีกฎที่ป้องกันการฟ้องซ้ำ (Double Jeopardy) ต่อผู้กระทำ
ความผิดอาญาที่จะถูกลงโทษซ้ำจากการกระทำเพียงครั้งเดียว ทั้งในเขตอำนาจ
ศาลทหารและศาลพลเรือน

หลักทั่วไป เมื่อเขตอำนาจศาลพลเรือนได้ถูกนำมาปรับใช้แล้ว ก็จะถือว่า
มีเขตอำนาจลำดับก่อนเขตอำนาจศาลทหาร


กระบวนการ (Procedure)

การลงโทษแบบย่อ (Summary Punishment)

ทั้งในระบบ Anglo-American และภาคพื้นทวีป ทหารจะถูกลงโทษแบบ
ย่อเช่นเดียวกับที่ถูกลงโทษโดยศาล ในประเทศส่วนใหญ่ การลงโทษแบบย่อกระทำโดย
นายทหารยศไม่ต่ำกว่าร้อยเอก ผู้บังคับบัญชาทหารเป็นที่มาของวินัย รูปแบบของการลงโทษ
โดยปกติจะเป็นการตัดสิทธิพิเศษในเวลาที่ระบุไว้ ปรับ การจำกัดเสรีภาพ ผู้บังคับบัญชาทหาร
ระดับสูงโดยปกติจะมีอำนาจที่จะลงโทษแบบย่อต่อนายทหาร (โดยปกติจนถึงยศพันตรี)
แม้ในบางประเทศจะไม่มีการจำกัดเสรีภาพ

ระหว่างการปฏิบัติแบบย่อกับการดำเนินคดี (Between summary action
and trial)

ในประเทศ Anglo-Amarican ความผิดที่เกินอำนาจของผู้บังคับบัญชาจะ
เกี่ยวข้องกับศาลทหาร (Court - martial) ในประเทศภาคพื้นยุโรปความผิดทางทหาร
เกี่ยวข้องกับกระบวนยุติธรรม มีแบบของศาลระดับกลางที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนวินัย
ที่ร้ายแรงกว่าและอาจจะลงโทษที่ผลกระทบต่ออาชีพทหาร เช่น การสูญเสียตำแหน่งหรือ
การแต่งตั้ง การปลด หรือยึดสิทธิในบำเหน็จบำนาญ

ในเยอรมัน ศาลทหารซึ่งรับฟังคำร้องทุกข์ อาจจะลงโทษที่มีผลต่ออาชีพ

ในสหภาพโซเวียต จะมีประชุมรวมของสมาชิกทั้งหมดของหน่วยเพื่อให้
ความเห็นต่อการสอบสวน และมีศาลที่เลือกตั้งขึ้นโดยปกติประกอบด้วย ๕ นาย
จะพิจารณาว่าการตรวจสอบโดยเปิดเผยเพียงพอหรือไม่ที่จะแก้ไขนิสัยของผู้กระทำ
ความผิดหรือควรรายงานให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินมาตรการทางวินัย

อุทธรณ์ (Appeal)

ตามระบบกฎหมายทหารของสหราชอาณาจักรและบางประเทศ
ถ้าผู้บังคับบัญชาตกลงใจที่จะลงโทษเกินกว่าระดับของความรุนแรง (โดยปกติรวมถึงการ
จำกัดเสรีภาพ) ผู้บังคับ บัญชาจะให้ผู้ต้องหาเลือกว่าจะถูกดำเนินคดีในศาลทหารหรือไม่
ในสหรัฐอเมริกาและในประเทศคอมมอนลอว์อื่นๆ ก็เช่นเดียวกันที่ผู้ต้องหาอาจร้องทุกข์
เรื่องการลงโทษที่ไม่เป็นธรรมและรุนแรงเกินไปต่อผู้ใหญ่เหนือผู้บังคับบัญชานั้น
การร้องทุกข์อาจดำเนินต่อไปยังระดับสูงที่สุด เพื่อทบทวนการลงโทษของผู้บังคับบัญชา
ของผู้ต้องหา ในประเทศอื่นๆ ทหารอาจอุทธรณ์ (Appeal) ไปยังศาล และในบางประเทศ
เช่น นอรเวย์ และ สวีเดน ทหารอาจมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ตามสายการบังคับบัญชาจนถึง
ผู้บังคับบัญชาระดับหนึ่ง (ผู้บัญชาการกองพลน้อยในนอร์เวย์ และผู้บังคับการกรมในสวีเดน)
แต่สูงกว่านั้นคือถึงศาล(ศาล County ในประเทศสวีเดน )


ศาลทหาร (Court - Martial)

กระบวนการก่อนขึ้นศาล (Pretrial Procedure)

ศาลทหารดำเนินการตามกระบวนการทางศาลมีไม่น้อยกว่าในศาลพลเรือน
โดยปกติจะมีแบบของการสอบสวนเบื้องต้นซึ่งเสริมบทบาทที่คล้ายคลึงกับ Committal
Proceedingในระบบกฎหมายอังกฤษ, คณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury)ในสหรัฐอเมริกา
และตุลาการที่ปรึกษา (The Judge D'instruction) ในประเทศภาคพื้นยุโรป
ภายใต้ระบบอังกฤษและของภาคพื้นทวีปและประเทศอื่นที่สืบเนื่องมา
ผู้บังคับบัญชาของจำเลยจะเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนกึ่งศาลนี้ มีการบันทึก
พยานหลักฐาน การพิจารณาและการตัดสินว่าเป็นการชอบธรรมหรือไม่ ที่จะดำเนินคดี
ในศาลทหาร

ในระบบกฎหมายทหารอื่น ๆ การสอบสวนเบื้องต้นจะอยู่ในหน้าที่ของ
ผู้พิพากษา Magistrate และเป็นการปฏิบัติของอัยการทหารผู้ซึ่งติดต่อกับเจ้าหน้าที่
ที่รับผิดชอบในประเทศนั้นที่จะเริ่มการฟ้องคดีฝ่ายพลเรือนในนามของรัฐ

ในประเทศอิสราเอล กระบวนการทางศาลทหารสืบเนื่องมาจากรูปแบบ
ของอังกฤษ ความรับผิดชอบของการสอบสวน และการตัดสินที่จะดำเนินคดีต่อไปอยู่กับ
นายทหารพระธรรมนูญ (Military Advocate) ผู้บังคับบัญชาถูกแยกออกจากกระบวนการ
สอบสวนและถูกห้ามมิให้เข้าไปเกี่ยวข้อง


การคุ้มครองจำเลย (Protecting the accused)

ในระหว่างการดำเนินคดี ทุกประเทศถือว่าจำเลยยังบริสุทธิ์เขาต้องได้รับ
ความสะดวกในการเตรียมการสู้คดี และมีมาตรการที่จะคุ้มครองจากการจับกุมที่ไม่เป็น
ธรรมก่อนพิจารณาคดี ในบางระบบ การจับกุมจะต้องได้รับคำสั่งและได้รับมอบอำนาจ
โดยผู้พิพากษา โดยปกติเฉพาะเวลาอันจำกัดเมื่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยได้รับมอบ
อำนาจที่จะจับกุมเขาต้องรายงานความคืบหน้าของคดีในทุกห้วงเวลาไปยังผู้บังคับบัญชา
ชั้นสูงกว่า เพื่อว่าความจำเป็นที่จะต้องควบคุมผู้ต้องหาจะได้มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง


การตั้งศาล (Composition of the Court)

โดยปกติศาลทหารจะตั้งขึ้นแล้วแต่ชนิดของคดี มีตุลาการระหว่างสาม
ถึงห้าคน โดยปกติจะเป็นนายทหาร แม้ว่าในบางประเทศสมาชิกศาลจะรวมยศอื่นด้วย
หรือแม้แต่ตุลาการพลเรือน เช่น ในสหรัฐอเมริกาจำเลยอาจต้องการให้จำนวนสมาชิก
ไปไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามเป็น Enlisted men ในสหภาพโซเวียต ศาลประกอบด้วย
ผู้ตัดสิน (Assesors) ซึ่งเลือกจากทหารยศต่าง ๆ ในหน่วยและอยู่ในตำแหน่งเป็น
เวลา ๕ ปี กฎหมายทหารของอังกฤษกำหนดในศาลรวมถึงข้าราชการพลเรือน
(Civilian Crown Servants) จำนวน ๑ นาย ในศาลทหาร District และจำนวน
๒ นาย ในศาลทหาร General

ศาลทหารของประเทศส่วนใหญ่ประกอบด้วยนักกฎหมายอย่างน้อย
๑ นาย ซึ่งเป็นนายทหารมีคุณสมบัติทางกฎหมายหรือพลเรือน ๑ นาย ทั้งนี้ จะมี
บทบาทในการเป็นตุลาการของศาล (ในบางครั้งทำหน้าที่เป็นประชาชน) หรือเป็น
ผู้ให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ศาลซึ่งประกอบด้วยทหารที่มิใช่นักกฎหมาย
ความเป็นอิสระของตุลาการของนักกฎหมายอาชีพซึ่งทำหน้าที่เป็นตุลาการร่วมได้รับ
การคุ้มครองโดยการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งประจำ ตัวอย่าง เช่น ในประเทศ
อิสราเอลนายทหารซึ่งเป็นนักกฎหมายอยู่ในวาระ ๕-๗ ปี นั่งเป็นประธานพร้อมกับ
นายทหารที่มิใช่นักกฎหมายอีก ๒ นาย ศาลทหารเบลเยี่ยมประกอบด้วยตุลาการ
พลเรือนซึ่งอยู่ในวาระ ๓ ปี นั่งเป็นตุลาการร่วมกับนายทหารที่มิใช่นักกฎหมายอีก ๔
นาย ในประเทศอิตาลีตุลาการพลเรือนถาวร ๒ นาย นั่งร่วมกับนายทหารสัญญาบัตร
หนึ่งนายซึ่งได้รับเลือกให้อยู่ในวาระ ๒ เดือน เป็นองค์คณะศาลทหารของประเทศ
ฝรั่งเศสในเวลาสงครามประกอบด้วยตุลาการที่เป็นพลเรือน ๒ นายและตุลาการทหาร
๓ นาย (ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๘๓ ในเวลาปกติทหารจะอยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลพลเรือน)
ในสหภาพโซเวียตผู้ทำหน้าที่ในศาล ได้แก่ ประธานศาล รองประธาน และสมาชิกศาล
ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยสภาเพรสซิเดียมของศาลโซเวียตสูงสุด ในศาลชั้นต้นหนึ่งใน
ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเหล่านี้จะนั่งร่วมกับผู้ตัดสิน (Asessors)ที่ได้รับการเลือกตั้งอีกสองนาย

ในศาลซึ่งนักกฎหมายเป็นตุลาการ นักกฎหมายดังกล่าวจะทำหน้าที่รวม
กับสมาชิกศาลคนอื่น ๆ ในการใช้ดุลยพินิจพิจารณาคดีเช่นเดียวกับธรรมเนียมปฏิบัติในการ
พิจารณาในศาลพลเรือนของประเทศนั้น ๆ ในขั้นตอนอื่นของการพิจารณาคดีซึ่งนักกฎหมาย
ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแก่ผู้ที่ไม่ใช่นักกฎหมายก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกันกับการพิจารณาคดี
โดยลูกขุนในประเทศแองโกลอเมริกัน ซึ่งตุลาการอาชีพจะเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่ลูกขุน
ซึ่งเป็นธรรมดาในการแสวงหาความจริงตามหลักการของกฎหมายที่นำมาใช้ แต่จะไม่มีส่วน
ในการวินิจฉัยคดี ในลักษณะเดียวกันก็คือ นักกฎหมายในศาลทหารจะสรุปกฎหมาย
และข้อเท็จจริงในการเปิดศาลแล้วก็พ้นหน้าที่ปล่อยให้สมาชิกของศาลในการอภิปรายโต้เถียง
แล้วนักกฎหมายจะทำหน้าที่อีกครั้งเมื่อสมาชิกศาลได้ประกาศคำวินิจฉัยแล้ว
ผู้ให้คำแนะนำจะนั่งอยู่ในศาลตลอดเวลาในขณะที่สมาชิกศาลอภิปรายในการลงโทษแต่เพียง
ในฐานะผู้ให้คำแนะนำแต่ไม่มีสิทธิออกเสียง สหราชอาณาจักรและเครือจักรภพอังกฤษ
ที่ปรึกษาของศาลทหารจะได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการพระธรรมนูญ ตุลาการพระธรรมนูญ
ของอังกฤษจะเป็นคณะตุลาการของเจ้ากรมพระธรรมนูญและเป็นข้าราชการพลเรือนรับผิดชอบ
ต่อสภาขุนนาง (The Lord Chancellor) ดังนั้น จึงแยกออกจากอำนาจของกองทัพ
ประเทศเครือจักรภพหลายประเทศก็มีตุลาการพระธรรมนูญที่เป็นพลเรือน ในสหรัฐอเมริกา
อดีตที่ปรึกษากฎหมายของศาลทหารจะถูกแทนที่โดยตุลาการทหารซึ่งเป็นนายทหารทำหน้าที่
เป็นตุลาการทหารอิสระ เมื่อนั่งในศาลทหารก็ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายดังได้
กล่าวแล้ว อย่างไรก็ตามก็มีอำนาจตามที่จำเลยร้องขอที่จะเป็นผู้พิพากษานายเดียวในคดี
เพื่อตัดสินว่าจำเลยผิดหรือไม่ผิด และในการพิจารณาและพิพากษาคดีด้วย

ศาลที่มีในอำนาจแตกต่างกัน (Courts of Varying Competence)

ในบางประเทศจะมีการกำหนดชั้นของศาลทหารตามอำนาจที่แตกต่างกัน ในการ
พิจารณาและพิพากษาคดีในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา ศาลทหาร General
ประกอบด้วยนายทหารสัญญาบัตรไม่น้อยกว่าห้านาย และที่ปรึกษากฎหมาย (ตุลาการทหาร
ในสหรัฐอเมริกา) อาจเกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายทหารและพิพากษาตามที่ประมวล
กฎหมายกำหนด ศาลทหาร Special (ในสหรัฐอเมริกา) ศาลทหาร District (ในสหราช
อาณาจักร) และศาลทหาร Disciplinary (ในประเทศแคนาดา) ประกอบด้วยนายทหารสัญญาบัตร
สามนาย และมีอำนาจจำกัด ในสหภาพโซเวียตก็มีศาลชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง แม้ว่าตามระบบ
กฎหมายแองโกลอเมริกัน ในคดีที่ไม่สำคัญ การฟ้องคดีและการต่อสู้คดีอาจกระทำโดยนายทหาร
ของหน่วยที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ในประเทศส่วนใหญ่การฟ้องคดีจะอยู่ในความรับผิดชอบของ
ข้าราชการที่มีความรู้ทางกฎหมาย ได้แก่ Commissioner, Fiscal General, Auditor, หรือ
อัยการทหาร (Military Prosecutor)

ทนายจำเลย (Counsel for the accused)

ทหารจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ย่นย่อหรือกระบวนการทางวินัยซึ่งไม่ถือเป็น
การปฏิบัติทางศาลจะไม่ได้รับการป้องกัน แม้ว่าสิทธินี้จะเริ่มต้นในประเทศเนเธอร์แลนด์
ได้รับการตรวจสอบในสหราชอาณาจักรและไม่ถูกห้ามในประเทศเยอรมันตะวันตก ในการ
พิจารณาคดีในศาลทหาร ประเทศทั้งหมดยอมให้จำเลยได้รับการช่วยเหลือในการต่อสู้คดี
โดยนักกฎหมาย และในบางประเทศเป็นเรื่องบังคับ ประเทศทั้งหมดยอมให้มีการจ้างนัก
กฎหมายพลเรือนที่มีคุณสมบัติ ในประเทศกรีซและสหภาพโซเวียต การต่อสู้คดีอาจทำ
ได้โดยครอบครัวหรือเพื่อนของจำเลย ในสหภาพโซเวียต ผู้ที่ต่อสู้คดีให้อาจเป็นองค์การ
ทางสังคม

สำดับชั้นของการเข้าต่อสู้คดีของทนายจำเลยอาจแตกต่างกัน โดยปกติเขาอาจ
ให้ความช่วยเหลือในทันทีหลังจากการสอบถามครั้งแรกเมื่อจำเลยได้รับการแจ้งสิทธิ
ทนายจำเลยจะมีสิทธิที่จะเข้าไปในระหว่างกระบวนการให้คำแนะนำและต้องอยู่ในการ
สอบสวนจำเลย ในประเทศอื่น ๆ (เช่น ในกรีซ) ทนายจำเลยไม่มีส่วนในการให้คำแนะนำ
และเพียงมาปรากฏตัวในศาลเท่านั้น


อุทธรณ์ (Appeal)

การอุทธรณ์ทางศาล (Appeal through the Courts)

ในระบบกฎหมายแองโกลอเมริกัน (Anglo-American) การวินิจฉัยชี้ขาด
และการพิพากษาลงโทษของศาลทหารโดยปกติจะได้รับการยืนยันโดยผู้บังคับบัญชา
ทหารซึ่งเป็นผู้ตั้งศาลหรือโดยผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นไป และจะต้องได้รับการทบทวนใน
ระดับสูงในสายการบังคับบัญชาของทหาร ทหารที่ถูกตัดสินลงโทษมีสิทธิที่จะขอให้มี
การทบทวนโดยผู้มีอำนาจทบทวน ทั้งในการวินิจฉัยชี้ขาดและการลงโทษในบางระบบ
กฎหมาย จำเลยมีสิทธิเพิ่มขึ้นคือสิทธิในการอุทธรณ์จากศาลทหารไปยังศาลทหาร
ชั้นสูงกว่า ในประเทศส่วนมากจะเป็นสิทธิในการอุทธรณ์ไม่ว่าในชั้นกลางหรือในชั้น
สูงสุดไปยังผู้พิพากษาศาลพลเรือน ในประเทศภาคพื้นทวีป คือ Court of Cassation
ในสหราชอาณาจักร คือ ศาลทหารชั้นอุทธรณ์ (Military Appeal Court) ซึ่งในทาง
ปฏิบัติประกอบด้วยผู้พิพากษาในกองคดีอาญาของศาลอุทธรณ์(The Court of Appeal)
ในสหรัฐอเมริกาและในสหราชอาณาจักรในบางกรณีสามารถอุทธรณ์สูงสุดไปศาล
สูงสุดของประเทศ คือ ศาลฎีกา (The Supreme Court)ของสหรัฐอเมริกา และสภา
ขุนนาง (The House of Lords) ในสหราชอาณาจักร ในอิสราเอลก็มีสิทธิในการ
อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาได้เช่นเดียวกัน

โดยทั่วไป ศาลอุทธรณ์เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของการตัดสินลงโทษ
ไม่ใช่เรื่องของการพิพากษาโทษ และศาลฎีกาเกี่ยวข้องเฉพาะในข้อกฎหมาย โดยปกติ
เฉพาะจำเลยเท่านั้นที่อุทธรณ์ได้ แต่ในบางครั้ง เช่น ในสหภาพโซเวียตอัยการก็สามารถ
อุทธรณ์ได้ด้วยไม่ว่าจะในเรื่องการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและการพิพากษาโทษ หรือในปัญหา
ข้อกฎหมาย


ผู้ตรวจการ (The Ombudsman)

ในบางประเทศ การเสนอเรื่องสภาพของการเป็นทหารและการร้องขอคำ
แนะนำและความช่วยเหลือที่อยู่นอกเหนือการปฏิบัติราชการอาจจะทำโดยผ่านข้าราชการ
พิเศษ ในนอร์เวย์ได้มีการตั้งผู้ตรวจการทหาร (A Military Ombudsman) ในปี ค.ศ.๑๙๕๒
บางครั้งข้าราชการตั้งปัญหาในเรื่องวินัยและความผิดอาญา ได้มีการตั้งผู้ตรวจการทหาร
ขึ้นครั้งแรกในประเทศสวีเดนในปี ค.ศ.๑๙๑๕ เพื่อจดบันทึกการลงโทษของศาลทหาร
สภาพของเรือนจำทหารและเรื่องการบริหารงานอื่นทางราชการ อย่างไรก็ตามสำนักงานนี้ถูก
ยกเลิกในปี ค.ศ.๑๙๖๘ และการกำกับดูแลของทหารรวมทั้งการฟ้องคดีโดยทหารกลายมา
เป็นส่วนของความรับผิดชอบ ซึ่งหนึ่งในสี่ของผู้ตรวจการรัฐสภา (Parliamentary
Ombudsman) เส้นทางของการอุทธรณ์โดยผู้ตรวจการ (Ombudsman) หรือ เจ้าหน้าที่ฝ่าย
พลเรือนที่คล้ายคลึงกันในประเทศที่ใช้ระบบนี้ (รวมทั้งในประเทศอื่น ได้แก่ ฟินแลนด์และ
เยอรมันตะวันตก) ได้พัฒนาไปสู่มาตรการที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิของทหาร
ในระบบยุติธรรมทหาร

กระบวนการในยามสงคราม (Wartime procedure)

เกือบทุกประเทศรวมทั้งประเทศที่ทหารอยู่ภายใต้อำนาจของศาลพลเรือน
ในเวลาปกติด้วยได้กำหนดบทบัญญัติสำหรับการพิจารณาคดีในยามสงครามหรือ
สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยศาลทหารซึ่งตั้งขึ้นโดยทหารทั้งหมดหรือทหารเป็นส่วนใหญ่
สวีเดนเป็นข้อยกเว้น แม้ว่าในเวลาสงครามจำเลยทหารก็ยังคงถูกพิจารณาคดีโดย
ศาลพลเรือน ในยามสงครามขณะที่ศาลทหารประกอบด้วยทหารทั้งหมดหรือทหาร
เป็นส่วนใหญ่ บทบัญญัติก็จะกำหนดให้มีนายทหารสัญญาบัตรจำนวนน้อยกว่าหรือ
มีอาวุโสน้อยกว่าศาลในเวลาปกติ กระบวนพิจารณาจะง่ายขึ้น บางครั้งก็รวมถึง
การย่อสิทธิในการอุทธรณ์โดยให้อำนาจแก่ผู้บังคับบัญชาทหารที่จะตัดสิทธิเหล่านี้
เมื่อวินัยและขวัญของทหารเรียกร้องให้มีความรวดเร็วและเป็นเยี่ยงอย่างในการ
ลงโทษรวมทั้งโทษประหารชีวิตด้วย


เชลยศึก (Prisoners of war)

ในบรรดาผู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจของศาลทหารทั้งหลายก็คือ “เชลยศึก”
ในฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และลุกเซมเบอร์ก บางครั้งเชลยศึกจะถูกรวมอยู่ในพวกที่ใช้
กฎหมายทหารตามปกติบังคับในที่อื่น กฎเกณฑ์เฉพาะที่เกี่ยวกับการประพฤติ
ปฏิบัติและการดำเนินคดีต่อเชลยศึกจะต้องถูกกำหนดไว้ ตามอนุสัญญาเจนีวาปี
๑๙๔๙ เชลยศึกจะต้องถูกพิจารณาคดีโดยศาลทหาร เว้นแต่เมื่อกฎหมายของ
คู่สงครามยอมให้ทหารของประเทศคู่สงครามถูกพิจารณาคดีในศาลพลเรือนใน
ความผิดเดียวกัน เชลยศึกจะต้องไม่ถูกลงโทษในความผิดใดๆนอกเหนือไปจาก
ที่อาจจะลงโทษได้ต่อทหารของประเทศที่กักคุมในความผิดเดียวกัน.


ระบบยุติธรรมทหารสหรัฐอเมริกา

ศาลที่เกี่ยวกับจำเลยที่เป็นทหารมีมาตั้งแต่สมัยโรมัน ถึงยุคกลางมีจุด
แตกต่างที่สำคัญระหว่างศาลพลเรือนกับศาลทหาร ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ มีการตั้ง
Court of the High Constable and Marshal of England (ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของ
คำว่า “Court-Martial”) ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา สัญญาของพลเรือน และ
เรื่องของทหาร

ศาลพิเศษเกี่ยวกับประมวลกฎหมายทหาร (Military Codes) ปรากฏ
ในยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ และ ๑๗ หนึ่งในจำนวนนี้ประกาศโดย King Gustavus
Adolphus แห่งสวีเดนในปี ค.ศ.๑๖๒๑ ตั้งศาลล่างและศาลสูง และกำหนดเขตอำนาจ
ศาลและวิธิพิจารณาในรายละเอียด

๑. ประวัติของศาลทหารสหรัฐ

๑.๑ ARTICLES OF WAR (AOW) (ค.ศ.๑๗๗๕) ศาลทหารสหรัฐเมื่อครั้ง
ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญสหรัฐประธานาธิบดี George Washington ช่วยร่าง
Article of War ปรับปรุงโดย Continental Congress ในปี ค.ศ.๑๗๗๕ บทมาตรา
ต่างๆเอาแบบมาจากโครงของศาล General Regimental และ Garrison Court-Martial
ของอังกฤษ

ศาลทหารของสหรัฐอิงกับฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะที่ประธานาธิบดีเป็น
Commanding in Chief โดยการมอบอำนาจของรัฐสภา ข้อจำกัดของการลงโทษ
และกฎเกณฑ์ในวิธีพิจารณาประกาศโดยคำสั่งฝ่ายบริหารในคู่มือศาลทหาร
(Manual for Courts-Martial)

ก่อนปี ค.ศ. ๑๙๕๐ กฎเกณฑ์ทางวินัยของ ๓ เหล่าทัพแยกกัน กฎหมาย
ทหารพัฒนาทาง Army's Article of War ใช้กับทหารในสงครามโลกครั้งที่ ๑ และ ๒
ซึ่งได้รับการวิจารณ์ถึงอำนาจอันไม่จำกัดของผู้บังคับบัญชาและบทลงโทษที่รุนแรง

ปี ๑๙๒๐ AOW เปลี่ยนให้จำเลยมีฐานะเท่ากับโจทก์ ห้ามเอาคดีที่ยกฟ้อง
มาพิจารณาใหม่ ประกันการทบทวนของศาลชั้นอุทธรณ์ของคดีศาล General ในปี ค.ศ.
๑๙๔๘ ให้มีทนายในศาล General และให้ทหารเกณฑ์เป็นสมาชิกศาลและเพิ่มองค์กร
ที่มีอำนาจในการทบทวน

๑.๒ UNIFORM CODE OF MILITARY JUSTICE (UCMJ) (ค.ศ.๑๙๕๐)
และมีการแก้ไขใน ค.ศ.๑๙๘๔

ประกาศใช้ UCMJ ซึ่งปรับปรุงโดยรัฐสภา UCMJ ตั้งศาลทหารชั้น
อุทธรณ์ซึ่งคุ้มครองสิทธิของจำเลยทหาร รัฐบัญญัติ Military Act (๑๙๖๘) แก้ไขกระบวน
พิจารณาขยายสิทธิของจำเลยที่จะมีทนายจำเลยที่มีคุณสมบัติและเพิ่มบทบาทของ
ตุลาการทหาร

๒. ที่มาของอำนาจในกระบวนยุติธรรมทหาร

๒.๑ รัฐธรรมนูญสหรัฐ มาตรา ๑ อนุมาตรา ๘

ให้รัฐสภามีอำนาจ “ที่จะสร้างกฎเกณฑ์ของรัฐบาลและระเบียบของกำลัง
ทางบก และทางเรือ” โดยทาง Articles of War และปัจจุบันคือ UCMJ

๒.๒ ARTICLES OF WAR, UCMJ

UCMJ 1951 เป็นที่มาของอำนาจในกระบวนยุติธรรมทหาร ประกอบด้วย
๑๕๐ มาตรา ซึ่งเป็นเรื่อง เขตอำนาจหรืออำนาจของระบบศาลทหาร วิธีการก่อนพิจารณา
การพิจารณา กระบวนการหลังพิจารณา อำนาจ และองค์ประกอบของศาลทหารความผิด
และการทบทวนคดีศาลทหารในเวลาเดียวกัน UCMJ ก็คุ้มครองสิทธิอันสำคัญของทหาร
เช่น สิทธิของจำเลยที่จะมีทนายความคุ้มครองที่จะไม่ต้องให้การเป็นโทษแก่ตนเองสิทธิที่จะ
พิจารณาคดีในข้อเท็จจริง สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยเร็ว สิทธิที่จะได้กระบวนพิจารณา
ที่จำเป็น สิทธิที่จะไม่ถูกพิจารณาคดีซ้ำ

UCMJ มาตรา ๓๖ ให้อำนาจประธานาธิบดีที่จะกำหนดกระบวนพิจารณา
สำหรับศาลทหาร

๒.๓ คู่มือศาลทหาร (MANUAL FOR COURTS-MARTIAL - MCM), กฎ
และ ระเบียบของแต่ละเหล่าทัพ

ประธานาธิบดีจึงประกาศใช้ The Manual for Courts-Martial (MCM)
MCM ให้รายละเอียดมากกว่า UCMJ ลำดับการดำเนินคดีอาญา รวมถึงการทบทวนชั้น
อุทธรณ์ การวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับพยานหลักฐานที่ใช้ในศาลทหาร และรายละเอียดของ
ความรู้ทางอาญาตาม UCMJ รวมทั้งการลงโทษสูงสุด

MCM ให้อำนาจปลัดทบวงของแต่ละกองทัพออกระเบียบของแต่ละกองทัพ

๓. ทางเลือกการจัดการภายใต้ระบบ

UCMJ เปิดช่องให้มีการใช้อำนาจเชิงปกครองซึ่งแตกต่างกับการดำเนินคดี
ในกระบวนยุติธรรมของพลเรือน การใช้อำนาจในการปกครองได้แก่ มาตรการที่ไม่เป็นการ
ลงโทษและ การลงโทษที่ไม่ใช่ทางศาล

๓.๑ มาตรการที่ไม่เป็นการลงโทษ (Nonpunitive Measures)

เป็นอำนาจของ ผบ. ในการใช้มาตรการต่อความผิดเล็กน้อยตาม UCMJ

๓.๒ การลงโทษที่ไม่ใช่ทางศาล (Nonjudicial Punishment)

กฎหมายให้อำนาจ ผบ. ที่จะลงโทษที่มิใช่ทางศาล การลงโทษชนิดนี้จะใช้เมื่อ
มาตรการที่ไม่เป็นการลงโทษไม่เพียงพอ

มาตรา ๑๕ เป็นการลงโทษทางวินัยสำหรับความผิดเล็กน้อย มุ่งหมายเพื่อแก้ไข
มิใช่ตอบโต้ การลงโทษตามมาตรานี้มีอยู่ ๒ แบบ คือ แบบย่อ และ แบบเป็นทางการ โทษ
แบบย่อ ได้แก่ ให้ปฏิบัติงานพิเศษ กักตัว ตักเตือน โทษเป็นทางการได้แก่ ลดชั้น ยึดเงินเดือน ขัง

ทหารจะเลือกที่จะไม่ยอมรับโดยขอให้ฟ้องศาลแทนได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่อยู่ในเรือ
การลงโทษตาม มาตรา ๑๕ นี้ รุนแรงน้อยกว่าโทษทางศาล ประวัติการลงโทษตามมาตรานี้จะถูก
รวมไว้ในแฟ้มประจำตัวทหาร ซึ่งจะใช้ประกอบในการพิจารณาคุณลักษณะในการแต่งตั้งหรือใน
การขอเข้ารับราชการทหารอีก

ทหารมีสิทธิที่จะอ้างข้อเท็จจริงเพื่อขอลดหย่อนโทษ (Extenuation) หรืออ้างการ
ประพฤติปฏิบัติ คุณความดีดั้งเดิม ผลการปฏิบัติงาน (Mitigation) ทหารอุทธรณ์ได้ถ้าเห็นว่า
ไม่เหมาะสม ไม่เป็น

มาตรา ๑๓๙

ผบ.มีอำนาจตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยนายทหาร ๑ ถึง ๓ นายเพื่อสอบสวน
คดีกรณีมีการร้องเรียนว่าทหารทำให้ทรัพย์เสียหายหรือเอาทรัพย์โดยมิชอบ คณะกรรมการ
มีอำนาจเรียกพยานให้การภายใต้คำปฎิญาณ หลักฐานต่างๆ และความเสียหายต่อบุคคล
ทุกฝ่ายที่รับผิดชอบ ในกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นแต่ไม่สามารถบ่งชัดว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด
ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแบ่งความรับชอบในความเสียหายร่วมกัน

๔. ศาลทหาร ศาลทหารชั้นต้นแบ่งออกเป็น ๓ ระดับชั้น

๔.๑ ศาลทหาร Summary เป็นศาลทหารระดับต่ำสุด โดยปกติใช้เพื่อ
พิจารณาความผิดเล็กน้อย ในหลายแห่ง ศาล Summary ใช้พิจารณาคดีทหารซึ่งปฏิเสธ
การลงโทษที่มิใช่ทางศาลและร้องขอที่จะรับการพิจารณาโดยศาล Summary
ศาล Summary ประกอบด้วยตุลาการทหารเป็นนายทหารสัญญาบัตร ชึ่งไม่จำเป็นต้อง
เป็นนักกฎหมาย ๑ นาย

ผู้มีอำนาจตั้งศาล Summary คือ ผู้มีอำนาจตั้งศาลทหาร General, ศาลทหาร
Special และ ผบ.พัน ยศพันโท)

ศาลทหาร Summary ไม่มีอำนาจพิจารณาความผิดโทษประหารชีวิต (Capital
Punishment) ไม่มีอำนาจพิจารณานายทหาร และไม่มีอำนาจพิจารณาทหารที่ไม่ยอมให้
พิจารณาในระดับศาล Summary

ศาลมีอำนาจในการลงโทษ ดังนี้โทษสูงสุดขึ้นอยู่กับยศของจำเลย จำเลยซึ่ง
เป็นทหารระดับ E-1 ถึง E-4 จะได้รับโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน ลดชั้นลงไปถึง E-1
และ ยึดเงิน ๒ ใน ๓ ของเงินเดือนเป็นเวลา ๑ เดือน สำหรับทหาร ระดับ E-5 ถึง E-9
จะลดชั้นได้ ๑ ชั้นยศ และยึดเงินได้ ๒ ใน ๓ ของเงินเดือนเป็นเวลาไม่เกิน ๑ เดือน แต่ศาลจะ
ลงโทษคุมขังจำเลยตั้งแต่ยศสูงกว่า E-4 ไม่ได้

จำเลยมีทางเลือกที่จะจ้างทนายเอง แต่ไม่มีสิทธิขอทนายจากศาล

๔.๒ ศาลทหาร Special

ประกอบด้วยตุลาการทหาร ซึ่งเป็นนักกฎหมายและสมาชิกศาลไม่น้อยกว่า
๓ นาย หรือตุลาการทหารเพียงนายเดียว(ถ้าจำเลยร้องขอ)

ผู้มีอำนาจตั้งศาลได้แก่ ผู้มีอำนาจตั้งศาลทหาร General และ ผบ.หน่วยทหาร
ประจำป้อม ค่าย สนามบิน, ผบ.พัน หรือเทียบเท่า, ผบ.ที่ได้รับมอบอำนาจจาก ปลัดทบวงของ
เหล่าทัพที่เกี่ยวข้อง

ศาลทหาร Special มีอำนาจพิจารณาทั้งนายทหาร พลทหาร และบุคคลใด
ที่อยู่ภายใต้ UCMJ มีเขตอำนาจเหนือความผิดที่กำหนดใน UCMJ ที่ไม่ถึงขั้นประหารชีวิต

ศาลทหาร SPECIAL มีอำนาจลงโทษทหาร จำคุกไม่เกิน ๖ เดือน,ให้ทำงาน
หนักโดยไม่จำคุกไม่เกิน ๓ เดือน, ยึดเงิน ๒ใน ๓ ของเงินเดือนเป็นเวลาไม่เกิน ๖เดือน, ลดชั้น
จำเลยที่เป็น enlisted ถึงชั้นต่ำสุด, ปลดออกฐานประพฤติชั่ว แต่ไม่มีอำนาจจำคุกนายทหาร

๔.๓ ศาลทหาร General ประกอบด้วยตุลาการทหารซึ่งเป็นนักกฎหมาย
และ สมาชิกศาลไม่น้อยกว่า ๕ นาย หรือตุลาการทหารเพียงนายเดียว(ถ้าจำเลยร้องขอ)

ผู้มีอำนาจตั้งศาล (ประธานาธิบดี, ปลัดทบวงของเหล่าทัพ, ผบ.พล หรือเทียบเท่า
และ ผบ.ที่ได้รับมอบหมายจากปลัดทบวงของเหล่าทัพที่เกี่ยวข้อง

ศาลทหาร General มีอำนาจในการพิจารณาบุคคลที่อยู่ภายใต้ UCMJ ในทุก
ความผิด และมีอำนาจในการลงโทษ ประหารชีวิต, จำคุกตลอดชีวิต,ไล่ออก, ยึดเงินเดือนเบี้ย
เลี้ยง, ลดชั้นทหารที่เป็น enlisted ถึงชั้นต่ำสุดของทหารเกณฑ์

จำเลยมีสิทธิขอทนายทหารได้ไม่คำนึงว่าจะยากจนหรือไม่หรือ จ้างทนายเอง

๕. เขตอำนาจศาลทหาร

ศาลทหารตั้งขึ้นเมื่อ ศาลมีการตั้งขึ้นโดยถูกต้อง, สมาชิกภาพของศาลเป็นไปตาม
ข้อกำหนดของประมวลกฎหมายทหาร ศาลมีอำนาจดำเนินคดีจำเลย และ ศาลมีอำนาจพิจารณา
ความผิดที่ฟ้อง

๕.๑ การตั้งศาลทหาร ในศาลทหาร General และ Special ผู้มีอำนาจตั้งศาล
ต้องมิใช่ผู้กล่าวหาจำเลย

๕.๒ เขตอำนาจศาลเหนือบุคคล มีอำนาจเหนือพลเรือนในกรณีที่พลเรือน
นั้นเป็นชนชาติศัตรู หรือ บุคคลที่กระทำการอันเป็นปรปักษ์ หรือ พลเรือนที่ติดตามกองทัพเมื่อมี
การประกาศสงคราม

มีอำนาจเหนือทหาร ในประเภทตามที่ UCMJ กำหนด โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า
ความผิดนั้นเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ (Service-connected) หรือไม่

๕.๓ เขตอำนาจศาลเหนือประเภทความผิด อำนาจศาลในกรณีนี้ขึ้น
อยู่กับประเภทของศาล และความผิดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ต้องเกี่ยวเนื่องกับงานในหน้าที่
(Service-connected)

๕.๔ ข้อตกลงสถานะของกองกำลัง (Status of Forces Agreement)
และเขตอำนาจศาล เป็นข้อตกลงของสหรัฐกับประเทศที่กำลังทหารของสหรัฐ
ไปตั้งอยู่เพื่อให้ศาลทหารของสหรัฐมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาล
ของประเทศเจ้าบ้านหรือกำหนดให้ประเทศเจ้าบ้านและสหรัฐ มีเขตอำนาจศาลเหนือ
ความผิดใดบ้าง และมีวิธีปฏิบัติอย่างไรในกรณีที่กำหนดว่าทั้งสองประเทศมีอำนาจ
ศาลเหนือความผิดนั้น เช่น ข้อตกลงในกลุ่มสมาชิกของประเทศภาคีสนธิสัญญา NATO

๖. กระบวนการทางอาญาตั้งแต่การจับกุมถึงการพิจารณาคดี

๖.๑ การจำกัดเสรีภาพ

การจับ และการควบคุมตัว (Arrest, Apprehension, Confinement) ผบ.
จะออกคำสั่งควบคุมตัวทหารก่อนดำเนินคดี หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าได้มีการกระทำ
ความผิดที่จะพิจารณาได้โดยศาลทหาร ผู้ต้องหาได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้น
และการควบคุมตัวเป็นหลักประกันได้ว่าทหารจะมาปรากฏตัวในการพิจารณา หรือเป็น
กรณีคาดหมายได้ว่าผู้ต้องหาจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางอาญาที่ร้ายแรง
เพิ่มขึ้นอีก

๖.๒ การเริ่มและการดำเนินการกล่าวหา

การกล่าวหาเริ่มขึ้นเมื่อได้มีการรายงานการกระทำผิดถึงเจ้าหน้าที่ทางทหาร
การกล่าวหาอาจทำเป็นวาจาหรือลายลักษณ์อักษร โดยรายงานข้อกล่าวหาได้โดยตรงถึง
ผู้บังคับบัญชาของผู้มีอำนาจลงโทษทางวินัย (ตามมาตรา ๑๕) ของจำเลย

เมื่อได้รับข้อกล่าวหาแล้ว ผบ.มีอำนาจอย่างกว้างขวางในการใช้ดุลพินิจที่จะ
ดำเนินการ โดย ผบ.สั่งให้ทำการสอบสวนขั้นต้นอย่างไม่เป็นทางการ สอบสวนและรวบรวม
พยานรู้เห็น ตลอดจนรวบรวมข้อมูลให้เพียงพอที่ ผบ.จะตั้งข้อกล่าวหา

๖.๓ การสอบสวนอย่างเป็นทางการ

สิทธิของผู้ต้องหามีหลายประการ ผู้ต้องหามีสิทธิตั้งทนาย ทนายของผู้ต้องหา
ซักค้านได้ ผู้ต้องหาต้องปฏิญาณก่อนให้การ ผู้ต้องหาไม่มีสิทธิสอบสวนโดยเปิดเผย ในการ
สรุปการสอบสวน นายทหารสอบสวนจะรายงานเป็นหนังสือต่อผู้มีอำนาจตั้งศาล

๖.๔ การเตรียมการดำเนินคดี

ผู้มีอำนาจตั้งศาลมีบทบาทสำคัญ เพราะจะเป็นผู้ตั้งศาล สมาชิกศาล อัยการ
และทนายจำเลย

ในศาลทหาร General และ Special ทนายจำเลยต้องเป็นนักกฎหมายซึ่งทำงาน
อย่างมีประสิทธิภาพรัฐบาลจะตั้งทนายให้จำเลยโดยไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องเป็นคนยากจน
หรือไม่ เมื่อศาลตั้งทนายจำเลยแล้ว ความรับผิดชอบจะเปลี่ยนจากผู้มีอำนาจตั้งศาลไปยัง
ทนายจำเลย

การเปิดเผยพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์แก่จำเลย (Discovery)

๖.๕ การดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว (Speedy Trial)

รัฐธรรมนูญบทแก้ไขที่ ๖ (6th Amendment) รับรองว่า จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการ
พิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว

- หลักเกณฑ์ ๑๒๐ วัน

- หลักเกณฑ์ ๙๐ วัน

๖.๖ การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา และการต่อรองให้รับสารภาพก่อนฟ้อง

การให้การของผู้ต้องหามี ๓ อย่าง คือ รับสารภาพ ปฏิเสธ หรือ รับสารภาพบางส่วน
การรับสารภาพอาจทำในชั้นถามคำให้การ และ ในชั้นพิจารณาคดี

๖.๗ การดำเนินคดี

ระบบสมาชิกศาล (Court Members) หรือ ลูกขุนทหาร ผู้มีอำนาจตั้งศาลตั้ง
สมาชิกศาลโดยพิจารณาจาก อายุ การศึกษาอบรม ประสบการณ์ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และ
อุปนิสัยใจคอ

จำนวนของสมาชิกศาลนั้น มีกำหนดแต่เพียงอัตราจำนวนขั้นต่ำ

สมาชิกศาลจะเป็นผู้ชี้ขาดตัดสินว่า ลงโทษ หรือ ยกฟ้อง

มติของสมาชิกศาลในคำตัดสินชี้ขาด มีดังนี้ ลงโทษประหารชีวิต/มติเอกฉันท์,
ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกเกินกว่า ๑๐ ปีขึ้นไป/มติ ๓ใน ๔, ลงโทษ/มติ ๒ ใน ๓ )

ทนายจำเลยตั้งข้อรังเกียจได้

การสอบถามความเหมาะสม (Voir Dire)

การพิจารณาคดี

กระทำเมื่อ คำสั่งตั้งศาลมีผลใช้บังคับ ศาลครบองค์คณะ มีตัวจำเลยในศาล และ
ทนายจำเลยมีคุณสมบัติครบถ้วน

ถ้าจำเลยรับสารภาพ ศาลต้องแน่ใจว่าจำเลยเข้าใจผลของการรับสารภาพ

การสืบพยานจะเริ่มจาก สืบพยานโจทก์พยานจำเลย ตามลำดับโดยแต่ละฝ่าย
มีสิทธิซักค้านพยานฝ่ายตรงกันข้าม

การพิพากษาคดี

สมาชิกศาลทหารชี้ขาดข้อเท็จจริงเมื่อได้รับคำชี้แจงจากศาลเกี่ยวกับการพิพากษา
คดี โทษขั้นสูงสำหรับความผิดที่จะลงโทษได้

มติเอกฉันท์(โทษประหารชีวิต), มติ ๓ ใน ๔ (โทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกเกิน
กว่า ๑๐ ปี) และ มติ ๒ ใน ๓ (โทษอื่นๆ)

ทนายจำเลยอาจยื่นขอเสนอแนะขอบรรเทาโทษต่อผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ

การบังคับตามคำพิพากษากระทำต่อเมื่อ มีการรับรองโดยผู้มีอำนาจตั้งศาล
(ในคดีที่มีโทษเล็กน้อย) เห็นชอบโดยศาลทหารชั้นทบทวนหรือ โดยศาลทหารชั้นอุทธรณ์
แล้วแต่กรณี

พยานในศาลทหาร

ให้ใช้กฎว่าด้วยการรับฟังพยานของศาลทหาร และให้ใช้กฎว่าด้วยการรับฟัง
พยานของศาลพลเรือนสหรัฐ ในการรับฟังพยานในศาลทหารตราบเท่าที่ไม่ขัดกับ UCMJ

พยานที่ไม่รับฟังคือ พยานที่ไม่เกี่ยวข้อง พยานบอกเล่า และ พยานที่ไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย

๗. การทบทวนคำพิพากษาของศาลทหาร

ระบบกฎหมายทหารให้ความคุ้มครองมากกว่าศาลพลเรือนเพราะทบทวน
อย่างอัตโนมัติบางเรื่องทบทวนทั้งข้อผิดพลาดทางข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย บทบรรเทาโทษ
และวิธีการค้นหาข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง

๗.๑ ผู้มีอำนาจตั้งศาล (Convening Authority)

คำพิพากษาจะไม่มีผลจนกว่าจะได้รับการรับรองโดยผู้มีอำนาจตั้งศาล
ดังนั้นรายงานกระบวนพิจารณาจึงยื่นต่อผู้มีอำนาจตั้งศาลโดยอัตโนมัติ ผู้บังคับบัญชา
จะไม่สัมผัสกับคำพิพากษายกฟ้องและผู้บังคับบัญชาได้รับมอบหมายที่จะไม่ยอมรับ
ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนของคำตัดสินและอาจลด หรือไม่เห็นชอบกับโทษ หรือบางส่วน
ของโทษ

๗.๒ นายทหารพระธรรมนูญ (Staff Judge Advocate)

ในคดีที่ศาลยกฟ้อง นายทหารพระธรรมนูญจะให้ความเห็นเรื่องเขตอำนาจ
ศาลเหนือความผิดและเหนือจำเลย และตัดสินถึงความเหมาะสมการตั้งศาลเท่านั้น

ในคดีที่ศาลลงโทษ นายทหารพระธรรมนูญ จะทบทวนเป็นหนังสือถึง บทย่อ
ของพยานหลักฐาน ความเห็นในเรื่องน้ำหนักและความเพียงพอของพยานหลักฐาน
ความเห็นในผลของความผิดพลาดหรือความไม่ปกติของกระบวนพิจารณา คำแนะนำเฉพาะ
เรื่องที่ผู้มีอำนาจตั้งศาลควรทำ เหตุผลของความเห็นและคำแนะนำ

๗.๓ เจ้ากรมพระธรรมนูญ (The Judge Advocate General)

ไม่ว่านายทหารพระธรรมนูญจะทบทวนหรือไม่ ผู้มีอำนาจตั้งศาลจะส่งสำนวน
รวมทั้งการจัดการและความเห็นไปยังเจ้ากรมพระธรรมนูญ โดยปกติเจ้ากรมพระธรรมนูญ
จะทบทวนในการบริหารมากกว่าทางยุติธรรม การตรวจสำนวนก็เพื่อทราบว่าการตัดสิน
และการลงโทษถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับความชอบธรรมของ
ศาลทหารหรือผู้มีอำนาจตั้งศาล เจ้ากรมพระธรรมนูญจะส่งต่อไปยังศาลทหารชั้นทบทวน

๗.๔ ศาลทหารชั้นทบทวน (The Army Court of Military Review)

เจ้ากรมพระธรรมนูญแต่ละเหล่าทัพแต่งตั้งตุลาการศาลทหารชั้นทบทวนของ
แต่ละเหล่าไม่มีระยะเวลาแน่นอน ประกอบด้วยสมาชิกไม่น้อยกว่า ๒ คน โดยปกติเลือกจาก
นายทหารเหล่าพระธรรมนูญอาวุโสหรือเกษียณแล้ว การทบทวนในชั้นนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติ
สำหรับคำพิพากษาซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต การลงโทษนายทหารชั้นนายพล การไล่นายทหาร
หรือนักเรียนทหารออกฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือลงโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ ปี ขึ้นไป

ศาลจะชั่งน้ำหนักพยาน ความน่าเชื่อของพยานและตัดสินคำถามของ
ข้อเท็จจริง ศาลจะยืนตามคำพิพากษาของศาลทหารชั้นต้น มีความเห็นแตกต่าง
หรือออกคำสั่งให้ฟังพยานใหม่ ยกฟ้อง หรือ ลดโทษ

๗.๕ ศาลทหารชั้นอุทธรณ์ (THE COURT OF MILITARY APPEALS)

เป็นศาลทหารสูงสุดในชั้นอุทธรณ์ ประกอบด้วยตุลาการซึ่งเป็นพลเรือน
๓ นาย แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา อยู่ในตำแหน่ง
เป็นเวลา ๑๕ ปี

ศาลทหารชั้นอุทธรณ์มีอำนาจใน

- คดีทั้งหมดที่มีผลต่อนายทหารชั้นนายพลและ Flag Officer

- คดีทั้งหมดที่ตัดสินประหารชีวิต

- ทุกคดีซึ่งส่งมาโดยเจ้ากรมพระธรรมนูญเพื่อทบทวนหลังจากการทบทวนโดย
ศาลทหารชั้นทบทวน

- คดีทั้งหมดซึ่งทบทวนโดย ศาลทหารชั้นทบทวน และ ศาลทหารชั้นอุทธรณ์ตกลง
ที่จะทบทวนเพราะปรากฏเหตุอันสมควร

ศาลทหารชั้นอุทธรณ์จะคล้ายกับศาลอุทธรณ์พลเรือนที่จะทบทวนเฉพาะปัญหา
ข้อกฎหมายจะอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้อำนาจของศาลทหารชั้นอุทธรณ์รวมถึงอำนาจที่จะ
กำกับดูแลการบริหารของระบบยุติธรรมทหาร

๗.๖ คำร้องขอให้ดำเนินคดีใหม่

จำเลยหรือทนายอาจยื่นคำร้องเป็นหนังสือเพื่อให้ดำเนินคดีใหม่ภายใน ๑ ปีโดยแสดง
เหตุผลว่าได้มีการค้นพบหลักฐานใหม่ หรือฉ้อฉลในศาลชั้นต้น

๗.๗ การทบทวนศาลทหารโดยพลเรือน

ศาลพลเรือนจะทบทวนการพิจารณาพิพากษาของศาลทหารได้เมื่อใดนั้นศาลสูงสุดได้
วางหลักในคดี Burn V.Wilson 495 U.S.137 (1953)ว่า ศาลพลเรือนจะทบทวนว่าศาลทหารได้
พิจารณาข้อกล่าวหาใน Writ of Habeas Corpus อย่างครบถ้วนหรือยุติธรรมหรือไม่

๘. ความผิดอาญาตามกฎหมายทหาร ข้อต่อสู้ และการลงโทษ

๘.๑ ความผิดที่ระบุไว้

- ความผิดตามกฎหมาย Common Law

- ความผิดฐานฆ่าคนตาย

- ความผิดทางเพศ

- ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

- ความผิดทางทหารโดยเฉพาะ

- ความผิดเกี่ยวกับการขาดราชการ

- ความผิดตามหน้าที่และคำสั่ง

- ความผิดระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา

- ความผิดเกี่ยวเนื่องกับการรบ

๘.๒ ความผิดที่ไม่ได้ระบุไว้ (บทมาตราทั่วไป) เช่น ความผิดฐานประพฤติ
ไม่เหมาะสม (Conduct Unbecoming an Officer and Gentleman) และ ความผิดอื่นๆ เช่น
การกระทำใด ๆ ที่นำมาชึ่งกระทบต่อระเบียบวินัยอันดีของกองทัพ หรือทำให้กองทัพเสีย
ชื่อเสียง

๘.๓ ข้อต่อสู้สำหรับความรับผิดทางอาญา

ข้อต่อสู้ที่เป็นทั้งหมดและบางส่วน เช่น ป้องกันตนเอง การเชื่อฟังเฉพาะคำสั่ง
ที่ชอบด้วยกฎหมาย การวางกับดัก (Entrapment) การเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง หรือ ในข้อ
กฎหมาย ความมึนเมา ความวิกลจริต เป็นต้น ข้อต่อสู้อื่นๆ เช่น การสำคัญผิด การอ้าง
สถานที่อยู่ (Alibi) ความประพฤติดี ปฏิเสธการกระทำความผิด

เมื่อได้มีการยกข้อต่อสู้ดังกล่าวโดยพยานหลักฐานที่ได้มีการเสนอต่อศาล โดย
คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือ โดยศาล สมาชิกศาลจะไม่ตัดสินว่าจำเลยมีความผิดจนกว่าจะเชื่อ
โดยปราศจากข้อสงสัยว่าข้อต้อสู้ดังกล่าวมิได้มีอยู่จริง

๘.๔ การลงโทษ

บทความผิดส่วนมากจะกำหนดไว้เพียงว่า “เท่าที่ศาลทหารจะกำหนด (as a
Court Martial may direct)” การกำหนดโทษสูงสุดจึงเป็นไปตามตารางการกำหนดโทษ
สูงสุดในคู่มือศาลทหาร มีเฉพาะในบางคดีเท่านั้นที่คู่มือศาลทหารไม่ได้กำหนดไว้ ศาลก็จะ
ไปใช้แนวการกำหนดโทษของศาลพลเรือน

๙. บทคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญในระบบยุติธรรมทหารที่เกี่ยวกับอาญา

๙.๑ การค้นและการยึด (กำหนดโดย The 4th Amendment)

รัฐธรรมนูญบทแก้ไขที่ ๔ รับรองสิทธิของประชาชนที่จะมีความปลอดภัยใน
เคหะสถานและทรัพย์สินต่อการค้นและการยึดที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล และกำหนดด้วยว่า
หมายต่างๆ จะออกไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุอันควร ในการที่จะออกหมายค้นต่อ
สถานที่หรือบุคคล หรือออกหมายยึดต่อสิ่งของ เป็นการเจาะจงเท่านั้น

ห้าม “การค้นและการยึดที่ไม่มีเหตุผล” (Unreasonable Search and
Seizures) รวมทั้งหลัก “Exclusionary Rule” (จะนำพยานหลักฐานที่ได้รับมาโดยไม่ชอบ
ด้วยกฎหมายมาลงโทษจำเลยไม่ได้)

คู่มือศาลทหารข้อ ๑๕๒ กำหนดว่าพยานหลักฐานจะรับฟังไม่ได้
หากเป็นผลของการค้นหรือการยึดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลร่วมด้วย
และจำเลยมีฐานที่จะโต้แย้งการยึด

๙.๒ การให้การเป็นโทษแก่ตนเอง (กำหนดโดย The 5th Amendment)

รัฐธรรมนูญบทแก้ไขที่ ๕ กำหนดว่า “ผู้ใดไม่ต้องตอบคำถามสำหรับความผิด
โทษประหารชีวิตหรือความผิดที่ทำให้เสียชื่อเสียง นอกเสียจากว่าในการฟ้องคดีหรือการเสนอ
ต่อหน้าคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury) เว้นแต่ในคดีทหาร หรือซึ่งจะต้องเสี่ยงภัยซ้ำ หรือซึ่ง
ต้องให้การเป็นพยานเป็นโทษแก่ตนเอง หรือซึ่งเป็นการลิดรอนชีวิตเสรีภาพหรือทรัพย์สิน
โดยปราศจากกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งขาดเสียไม่ได้ และทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อ
ส่วนโดยปราศจากค่าชดเชยที่ยุติธรรม”

UCMJ มาตรา ๓๑ กำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ไว้ด้วย ๔ ประการ (ซึ่ง
กว้างกว่าหลักเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ) ดังนี้

๑.บุคคลที่อยู่ภายใต้ UCMJ จะบังคับบุคคลอื่นใดที่จะให้การเป็นโทษ
ต่อตนเองไม่ว่าจะโดยคำถามใดๆ หรือคำตอบซึ่งอาจทำให้เขาต้องรับโทษ

๒.บุคคลที่อยู่ภายใต้ UCMJ จะสอบสวนผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยไม่ได้
หากไม่ได้แจ้งเขาถึงสภาพของข้อกล่าวหา สิทธิที่จะไม่ตอบคำถาม ข้อความซึ่งจะอาจจะ
ต้องใช้ยืนยันต่อเขา

๓.บุคคลภายใต้ UCMJ จะบังคับให้ผู้ใดแสดงข้อความหรือทำพยานหลักฐาน
ซึ่งไม่เป็นสาระสำคัญและอาจทำให้เขาเสื่อมเสียไม่ได้

๔.ข้อความใดๆ ที่ได้รับโดยขัดต่อมาตรา ๓๑ นี้ รับฟังในการพิจารณาคดีไม่ได้

๙.๓ สิทธิของการมีทนาย (กำหนดโดย THE 6TH AMENDMENT)

รัฐธรรมนูญบทแก้ไขที่ ๖ รวมถึงสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยเร็วและโดย
เปิดเผยโดยลูกขุน สิทธิที่จะเผชิญหน้ากับพยาน สิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือโดยทนาย
และกระบวนการที่จำเป็นในศาลทหารแต่ละระดับ

ในศาลทหาร SPECIAL และ GENERAL จำเลยมีสิทธิมีทนายพลเรือน
โดยค่าใช้จ่ายของตนเอง ขอเลือกทนายทหารที่ทางราชการตั้งให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ในกรณีที่มีให้เลือก ตั้งทนายทหารโดยค่าใช้จ่ายของทางราชการ

ในขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนพิจารณา

จำเลยมีสิทธิมีทนายตั้งแต่ชั้นสอบสวน ทนายในศาลชั้นต้นต้องแนะนำ
จำเลยเกี่ยวกับการอุทธรณ์ ต้องทำความคุ้นเคยกับประเด็นที่ควรยกขึ้นโต้เถียงและ
หารือเรื่องนี้กับจำเลย ทนายจำเลยชั้นอุทธรณ์ต้องเตรียมพร้อมที่จะให้คำแนะนำ
จำเลยเกี่ยวกับ มาตรา ๕๗ ทั้งนี้ ทนายจำเลยต้องรักษาฐานะทนายกับลูกความ
จนกระทั่งพ้นหน้าที่

ความมีประสิทธิภาพของทนาย

ทนายจำเลยต้องรู้ถึงข้อกฎหมายและข้อต่อสู้ที่เกี่ยวกับกฎหมายอาญา
ทหาร ต้องแสดงความสามารถให้ปรากฏตลอดการดำเนินคดี และต้องระมัดระวังที่จะ
หลีกเลี่ยงอิทธิพลผู้บังคับบัญชา


บรรณานุกรม

U.S.Department of Army, Legal Services : Trial Procedure, Pamphlet
27-173, (1990)

Charles A. Shanor & Timothy P. Terrell, Military law, (1980)

Lt. Col. Jonathan P.Tomes, The Servicemember's Legal Guide, (1987)

The Judge Advocate General School , Military Commander and the Law,
(1996) United States Air Force


ระบบศาลทหารอังกฤษ

ประเทศอังกฤษมีทั้งศาลพลเรือนและศาลทหาร แต่มิได้แบ่งแยกเด็ดขาด
แบบของไทย เพราะในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลที่ทำหน้าที่ในการดำเนินกระบวนพิจารณา
คือ ศาลพลเรือน ประเทศอังกฤษแบ่งศาลทหารออกเป็น

๑. ศาลทหารชั้นต้น ได้แก่

๑.๑ ศาล Distric (Distric Court-Martial) มีอำนาจในการพิจารณา
พิพากษาคดีเฉพาะนายทหารชั้นประทวนและพลทหาร โดยมีอำนาจลงโทษจำคุกไม่เกิน
๒ ปี

๑.๒ ศาล General (General Court-Martial) มีอำนาจเต็มที่ในการ
พิจารณาพิพากษาคดี ยกเว้นคดีบางประเภท

๑.๓ ศาล Field General (Field General Court-Martial) เป็นศาล
ที่ตั้งขึ้นในกรณีที่ไม่สามารถตั้งศาลอื่น ๆ ได้ แต่มีอำนาจลงโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี

ทั้งสามศาลนี้ ผู้เป็นตุลาการพระธรรมนูญ คือ ผู้พิพากษาของศาล
พลเรือนเป็นผู้พิจารณาคดีร่วมกับตุลาการที่เป็นทหาร

๒. ศาลทหารชั้นอุทธรณ์ (Court-Martial Appeal Court) ได้จัดตั้ง
เป็นส่วนหนึ่งของศาลอุทธรณ์พลเรือน มีข้อที่น่าสังเกตคือ การอุทธรณ์ฎีกาของศาลชั้น
อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย อธิบดีกรมอัยการก็รับรองให้ฎีกาได้

๓. ศาลทหารชั้นสูงสุด (House of Lord) คือ ศาลฎีกาของพลเรือน
ที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีกับศาลทหารสูงสุดที่พิจารณาคดีชั้นฎีกาของ
ศาลทหารและศาลพลเรือนของประเทศอังกฤษเป็นศาลเดียวกัน


ระบบศาลทหารฝรั่งเศส

มีศาลทหารและศาลพลเรือนเช่นเดียวกับประเทศไทย แต่ในศาลทหาร
ชั้นต้น ได้ให้ผู้พิพากษาจากศาลอุทธรณ์พลเรือนมาเป็นประธานร่วมกับตุลาการที่เป็นทหาร
คดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลทหารชั้นต้นจึงให้ศาลฎีกา (Cour De Cassation)
พิจารณาพิพากษา ระบบศาลทหารของฝรั่งเศสเหมือนศาลของอังกฤษ คือ ศาลสูงสุด
ที่พิจารณาคดีชั้นสูงสุดของศาลทหาร และศาลพลเรือนเป็นศาลเดียวกัน คือ ศาลฎีกาของ
พลเรือน

ระบบศาลทหารสวิสเซอร์แลนด์

ประเทศสวิสเซอร์แลนด์แบ่งออกเป็น ศาลพลเรือนกับศาลทหาร โดยมีศาลทหาร
แบ่งออกเป็น ศาลทหารชั้นต้น กับ ศาลทหารสูงสุด ศาลทหารชั้นต้นมี ศาลทหารกองพล กับ
ศาลทหารประจำถิ่น ซึ่งศาลทหารทั้งสองนี้มีองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดี ๗ นาย
ศาลทหารกองพล ยังได้แบ่งออกเป็นศาลละสองแผนก คือแผนกภาษาเยอรมันกับภาษาอิตาเลียน
และ แผนกภาษาเยอรมันกับแผนกภาษาฝรั่งเศส อำนาจศาลทหารกองพลมีอำนาจอยู่เหนือ
บุคคลที่สังกัดในกองพล ส่วนศาลทหารประจำถิ่น ในเวลาปกติจะไม่มีการดำเนินการพิจารณาคดี
จะใช้ต่อเมื่อมีสงครามหรือเวลาที่มีการระดมพล โดยมีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการกระทำผิด
เท่านั้น และต้องเป็นความผิดที่ไม่เกี่ยวกับทหารสวิสด้วย การพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจึงเป็น
ศาลทหารกองพล เว้นแต่คดีที่ต้องพิจารณาในศาลพิเศษ บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลพิเศษ
คือ ผู้บัญชาการทหารแห่งกองทัพ หรือเสนาธิการทหาร ผู้บังคับการกรมทหาร และเสนาธิการ
นายทหารสัญญาบัตรชั้นพันเอกหรือ ผู้บังคับหน่วยทหารและบุคคลสังกัดทหารอื่นที่ถูกกล่าวหา
ว่าร่วมกระทำผิดกับบุคคลดังกล่าว เมื่อมีการอุทธรณ์คดีของศาลทหารกองพลและและ
ศาลทหารประจำถิ่น เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลทหารชั้นสูง ซึ่งมีประธานตุลาการเป็นนายทหาร
สัญญาบัตรชั้นพันเอกเหล่าทหารพระธรรมนูญ มีตุลาการ ๔ นาย กับตุลาการสำรอง ๒ นาย
ซึ่งจะต้องผ่านการอบรมทางด้านกฎหมายมาก่อน.

ระบบศาลทหารเนเธอร์แลนด์

ประเทศเนเธอร์แลนด์แบ่งศาลออกเป็น ศาลพลเรือนและศาลทหารเช่นกัน
ศาลทหารแบ่งออกเป็น ศาลทหารชั้นสูงและศาลทหารชั้นต้น

๑. ศาลทหารชั้นต้น เรียกว่า ศาลทหารประจำ มีองค์คณะในการพิจารณา
พิพากษา ๕ นาย ซึ่งองค์คณะนั้นเป็นประธานตุลาการ ได้แก่ นักกฎหมายพลเรือน ซึ่งแต่งตั้งโดย
พระมหากษัตริย์ให้ดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต หรือแต่งตั้งจากนายทหารสัญญาบัตรเหล่า
พระธรรมนูญ ซึ่งเป็นนายทหารนอกราชการหรือนายทหารสำรองก็ได้ ประธานตุลาการสังกัด
กระทรวงยุติธรรม นอกจากนี้มีตุลาการซึ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตรของค่ายทหารซึ่งศาลทหาร
ประจำนั้นตั้งอยู่อีก ๔ นาย โดยมีผู้บังคับบัญชาของค่ายทหารเป็นผู้แต่งตั้ง เขตอำนาจศาล
ของศาลประจำเป็นไปตามเขตพื้นที่ที่กำหนด เมื่อกองทัพหรือส่วนแห่งกองทัพได้เคลื่อนย้าย
เข้าสู่ยุทธบริเวณ พระมหากษัตริย์อาจตั้งศาลสนามขึ้น และจะเป็นศาลทหารประจำอยู่ตลอด
ระยะเวลาที่มีการเคลื่อนย้าย

๒. ศาลทหารชั้นสูง มีองค์คณะ ๖ นาย โดยประธานตุลาการเป็นผู้พิพากษา
ศาลอุทธรณ์พลเรือนแห่งกรุงเฮก ตุลาการอีก ๕ นาย ประกอบด้วยผู้พิพากษาศาลพลเรือน ๑ นาย
นายทหารสัญญาบัตรประจำการสังกัดกองทัพบก ๒ นาย กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ
กองทัพละ ๑ นาย ซึ่งปกติมียศนายพลเรือ พันเอก ศาลทหารชั้นสูงมีอำนาจพิจารณาคดี
ที่อุทธรณ์ของศาลทหารประจำและทำหน้าที่เป็นทั้งศาลทหารชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์คดีที่นายทหาร
ชั้นนายพลและนายทหารชั้นผู้ใหญ่เป็นจำเลย นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการพิจารณา
ชั้นอุทธรณ์ทางวินัยตรวจสอบ วินิจฉัยรายงานของผู้บังคับบัญชาทหารที่รักษาป้อมค่ายทหารเรือ
หรือเรือที่ได้ยอมแพ้แก่ราชศัตรู ว่าสมควรหรือไม่ที่ได้ยอมแพ้ มีข้อที่น่าสังเกตสำหรับศาลทหาร
ประจำของเนเธอร์แลนด์ คือ อัยการทหารเป็นนักกฎหมายพลเรือน สังกัดกระทรวงยุติธรรม
มีตำแหน่งเรียกว่า “Aีuditeur-Militall” แต่ศาลสนามใช้นายทหารสัญญาบัตรเป็นอัยการซึ่งใน
ทางปฏิบัติ คือ นายทหารเหล่าพระธรรมนูญ แต่ถ้าไม่มีนายทหารสัญญาบัตรต้องใช้บุคคล
พลเรือนเป็นแทน ส่วนศาลทหารชั้นสูง ใช้พนักงานอัยการศาลอุทธรณ์พลเรือนแห่งกรุงเฮก
เป็นอัยการทหารแทน มีตำแหน่งเรียกว่า (Advocate fiskall) โดยใช้ประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญาทหารซึ่งบัญญัติโดยเฉพาะแยกจากศาลพลเรือนเช่นเดียวกับประเทศไทย.

ระบบศาลทหารออสเตรเลีย

ประเทศออสเตรเลียแบ่งศาลออกเป็นศาลพลเรือนและศาลทหาร ศาลทหาร
(Court- Martial) แบ่งออกเป็นศาลทหาร General (General Court-Martial) และศาลทหาร
Restricted (Restricted Court-Martial)

ประเภทของศาลทหาร

ศาลทหาร General ประกอบด้วยประธานสมาชิกศาล (ยศไม่ต่ำกว่าพันเอกหรือ
เทียบเท่า) และสมาชิกศาลอีก ๔ นาย

ศาลทหาร Restricted ประกอบด้วยประธานสมาชิกศาล (ยศไม่ต่ำกว่าพันโท
หรือเทียบเท่า) และสมาชิกศาลอีก ๒ นาย

ตุลาการพระธรรมนูญจะถูกแต่งตั้งสำหรับศาลทหารทั้ง ๒ ประเภท ศาลทหาร
General จะมีอำนาจในการลงโทษมากกว่า ศาลทหาร Restricted

เขตอำนาจศาลทหาร

ศาลทหารทั้งสองนี้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาความผิดที่ทหารหรือพลเรือนใน
กองทัพกระทำ เว้นแต่ความผิดที่กระทำในขณะที่ต้องรับผิดอยู่ในที่คุมขัง

ความผิดต่อไปนี้ ศาลทหารจะพิจารณาพิพากษาได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอม
จากอธิบดีกรมอัยการ (The Attorney-General) ก่อน

๑. กบฏ ฆ่าคนตาย ข่มขืน หรือ เป็นชู้

๒. ความผิดซึ่งไม่สามารถฟ้องคดีใน The Australian Capital Territory ได้โดย
ปราศจากความยินยอมของรัฐมนตรี

๓. ความผิดซึ่งระบุใน The Defense Force Discipline Regulation

๔. ความผิดซึ่งเป็นการก่อ ยุยงส่งเสริม สมรู้ร่วมคิด สนับสนุน ในความผิดตาม
๑., ๒. และ ๓.

อำนาจในการลงโทษของศาลทหาร

กรณีที่จำเลยเป็นนายทหาร ศาลทหารมีอำนาจลงโทษ จำคุก (Imprisonment)
ไล่ออก (Dismissal) ลดยศ (Reduction in Rank) ระงับการเลื่อนยศ (Forfeiture of Service
for Purpose of Promotion) ระงับอาวุโส (Forfeiture of Seniority) ปรับเป็นจำนวนไม่เกิน
เงินที่จำเลยได้รับเป็นเวลา ๒๘ วัน (Fine for not exceeding the amount of convicted
person's pay for 28 days) ตักเตือนอย่างรุนแรง (Severe Seprimand)

กรณีที่จำเลยเป็นสมาชิกกองทัพที่มิใช่นายทหาร ศาลทหารมีอำนาจ
ลงโทษจำคุก (Imprisonment) ไล่ออก (Dismissal) คุมขังมีกำหนดไม่เกิน ๒ ปี (detention for
a period not exceeding two years) ลดยศ (Reduction in rank) ระงับการเลื่อนยศ
(forfeiture of service for the purpose of promotion) ระงับอาวุโส (Forfeiture of Seniority)
ปรับเป็นจำนวนไม่เกินเงินที่จำเลยได้รับเป็นเวลา ๒๘ วัน (fine for not exceeding the amount
of convicted person's pay for 28 days) ตักเตือนอย่างรุนแรง (Severe Reprimand)
ตักเตือน (Reprimand)

กรณีที่จำเลยไม่ใช่สมาชิกของกองทัพ ศาลทหารมีอำนาจลงโทษจำคุก
(Imprisonment) ปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท (fine of an amount not exceeding $ 500)

โทษที่ลงโดย ศาลทหาร Restricted เหมือนกับโทษที่ลงโดย ศาลทหาร General
เว้นแต่ ศาลทหาร Restricted ไม่มีอำนาจลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำคุกเกินกว่า ๖ เดือน
หรือคุมขังเกินกว่า ๖ เดือน

กระบวนพิจารณาในศาลทหารเหมือนกับวิธีพิจารณาโดยลูกขุนใน The
Australian Capital Territory ลักษณะบางประการของวิธีพิจารณาคดีในศาลทหาร คือ
ประธานสมาชิกศาล และ สมาชิกศาล จะเป็นผู้ตัดสินว่า จำเลยผิดหรือบริสุทธิ์ โดย
คะแนนเสียงฝ่ายข้างมาก (Majority Vote) และจะเป็นผู้กำหนดโทษ ตุลาการพระธรรมนูญ
มิได้มีส่วนในการพิจารณาตัดสินหรือลงโทษจำเลยโดยตรง คงมีหน้าที่แต่เพียงให้คำแนะนำ
ศาลในปัญหาข้อกฎหมายในการพิจารณาคดีเท่านั้น.

? แปลจากบทความใน Encyclopaedia Britannica 1994 -1998 (CD-ROM)